pongsun's profile^^C-h-A_Y-e-N^^PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    March 18

    กาลครั้งหนึ่ง...ก่อนจะมาเรียนหมอ!!!

    กาลครั้งหนึ่ง...ก่อนจะมาเรียนหมอ
     
    วันก่อนผมกับเพื่อนๆที่สนิทกัน พากันไปถ่ายรูปสตูดิโอกันครับ
    เหตุผลก็เพราะว่า เพิ่งสอบรวบยอดเสร็จ และทุกคนก็ใส่เสื้อ Extern กัน และต่อไปก็จะแยกย้ายกันแล้ว
    อาจไม่มีเวลามาถ่ายรูปรวมกันอีก ก็เลยพากันไปถ่ายรูปไว้เพื่อเป็นที่ระลึกอ่ะครับ
     
    DSCF9560-m_resize.jpg
     
    แนะนำเพื่อนๆผมกันหน่อยนะครับ รวบรวมสมาชิกได้ 11 คนครับ หญิง 5 ชาย 6
    เริ่มจากแถวบน ซ้ายไปขวา ก็เป็น โน้ต จิ๊บ อั๋น ผมเอง เตย แล้วก็ม็อบ
    ส่วนแถวล่างจากซ้ายไปขวาเช่นกัน ก็เป็น ดิว หมิง วิทย์ อุ้ง และปิ
     
    พอผมนั่งดูรูปไป ผมก็คิดอะไรออกขึ้นมาอย่างหนึ่งครับ มันเป็นสิ่งสำคัญที่ผมยังไม่ได้ทำ
    ผมยังไม่เคยเล่าเบื้องหลังเกี่ยวกับตัวผมเอง ระบายลงใน space ตัวเองเลยครับ ว่าตัวผมเป็นมายังไง
    อืมม...เอาเป็นว่า ใน blog นี้ ถ้าใครคิดว่ารู้จักตัวผมดีแล้ว ก็ลองอ่านดูนะครับ ว่าจริงๆแล้วรู้หมดทุกอย่างรึป่าว
    ส่วนคนที่ยังไม่รู้...ถ้ามีเวลาว่าง ก็ลองมานั่งอ่านเรื่องเน่าๆของคนๆนึงดูแล้วกันครับ
     
    DSCF9561-m_resize.jpg     DSCF9562-m_resize.jpg
     
    DSCF9567-m_resize.jpg        DSCF9558-m_resize.jpg
     
    เริ่มต้นกาลครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว
    ผมเป็นเด็กร้อยเอ็ดครับ จบทั้งม.ต้น และ ม.ปลายจากโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย
    ผมภูมิใจกับโรงเรียนนี้ของผมมากครับ ทุกครั้งที่กลับบ้าน ก็ยังไปเดินเล่นที่โรงเรียนบ่อยๆ...มันคือความผูกพันครับ
    ย้อนไปสมัยเป็นเด็กจริงๆ ผมเคยฝัน(เฟื่อง) ว่าอยากเป็นนักบิน ผมชอบอิสระครับ แบบนกที่มันบินไปไหนก็ได้
    ความฝันผมมีเยอะมากครับ...อีกหนึ่งความฝัน ผมเคยพูดกับ "คุณย่า" ของผม ตอนนั้นย่าไม่สบาย
    ผมบอกกับย่าว่า "ย่าอย่าเพิ่งตายนะ เดี๋ยวปานจะเรียนเป็นหมอ มารักษาย่า" ตอนนั้นผมอยู่ ป.6 ครับ
    แต่ผมขอบอกนะครับ ว่าตอนนั้นผมพูดแบบเด็กๆจริงๆ หาเหตุผลแล้วก็สาระไม่ได้หรอกครับ
    นึกถึงย่าแล้วก็เศร้าครับ ย่าผมเสียแล้ว ผ่านไปยังไม่ถึง1ปีเลยครับ ด้วยโรคเลือดออกในสมอง ขนาดวันเผาของย่า ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปร่วมเลย
    ทำให้ผมได้คิดว่า เวลามันเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ อย่างน้อยๆผมก็อยากให้ย่าได้เห็นผมตอนเรียนจบหมอ ได้รับปริญญา..แต่มันก็สายไปแล้วครับ
     
    และแล้วผมก็เพิ่งรู้ตัวตนที่แท้จริง ว่าตัวผมไม่เหมาะกับ "วิชาชีพแพทย์" ซะเลยก็ตอนอยู่ ม.ปลาย
    ผมเก่งด้านคำนวณครับ วิชาที่ผมชอบมาก คือ ฟิสิกส์ กับ คณิต (ไม่อยากโม้ คะแนนผม Top หลายครั้งนะครับ)
    ถ้าเทียบกัน ผมชอบฟิสิกส์มากกว่าคณิตศาสตร์ มีแรงบันดาลใจมั้งครับ อ.ที่สอนฟิสิกส์คนแรกของผม
    คือ อ.สมศักดิ์ บรรณาลัย คุ้นๆชื่อมั้ยครับ อ.เป็นคนที่เก่งมาก สอนให้ผมเข้าใจและรักวิชานี้มาก
    ก็นี่สิครับคุณ ทำให้ผมคิดได้เองว่า ชอบอะไร ก็ควรเรียนทางนั้น แต่ทำไมผมได้มาเรียนหมอล่ะครับ...อ่านต่อซะ
     
    ผมไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อเรียนหมอครับ ผมพูดจากใจจริง จนตอน ม.6 ที่ผมกำลังจะเลือกคณะ
    ผมก็ยังไม่ได้ชอบวิชาหมอซะด้วยซ้ำ ความฝันอีกอย่างหนึ่งของผม ก็คือ วิศวกรรมศาสตร์
    ผมอยากเรียน วิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬา หรือ ที่ม.เชียงใหม่ ก็ได้ครับ (ผมเคยคิดไว้)
    ไม่รู้จะเรียกว่า บุญรึป่าว...ผมเลือกโควต้า วิศว มช. ผมไม่ติดครับ คะแนนไม่ถึง ... แต่ในขณะเดียวกัน
    ผมติดโควต้าแพทย์ มข. ครับ ...อ่านแล้วอย่าเพิ่งด่าผมนะครับ ว่าคิดอะไรอยู่ ขอให้อ่านจนจบ blog ก่อน
    ผมได้คะแนนโควต้า 408.75 คะแนนครับ ผมยังจำได้ มันเป็นคะแนนที่ถือว่าอยู่อันดับท้าย ๆ ที่จะติดโควต้าหมอ
    คะแนนที่ผมได้มากที่สุด คือ ฟิสิกส์ ได้ 85 คะแนน ครับ
    ส่วนคะแนนที่ผมได้น้อยที่สุด คือ ชีววิทยา ได้ 40 คะแนน ครับ
    ถูกต้องครับคุณ...ผมเข้ามาเรียนหมอได้เพราะคะแนนฟิสิกส์
    แล้วทำไมทั้งๆที่บอกว่าตัวเองไม่ชอบแล้วผมยังเลือลงคณะแพทย์อยู่เหรอครับ...ไม่รู้อารมณ์ของตัวเองตอนนั้นเหมือนกันครับ บอกไม่ถูกจริงๆ
     
    ...ก่อนหน้านี้ ผมเคยถามแม่ "แม่ ระหว่างวิศวะกับหมอแม่อยากให้ปานเรียนอะไร?" แม่ตอบทันทีครับ "หมอสิลูก"
    ผมยังจำคำๆนี้ได้ คุณรู้มั้ยครับ ผมเคยนั่งน้ำตาไหลต่อหน้าแม่ วันนั้นหลังจากที่ผลโควต้าประกาศ
    "ปาน เรียนหมอให้แม่ได้มั้ยลูก" ก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยขอร้องอะไรผมเลย มีแต่ทำให้ผมทุกอย่าง
    นั่นสิครับมันคงไม่ผิด ที่ผมจะเรียนหมอ "เพื่อแม่และตัวผมเอง"
    นึกถึงเรื่องนี้แล้วไม่รู้เป็นอะไร...น้ำตาผมมันก็จะไหลออกมา แต่ขอให้ทุกคนรู้ไว้นะครับ
    แม่ไม่เคยบังคับให้ผมเรียนหมอ ผมเลือกชีวิตของผมเอง เลือกเพื่อตัวผมและพ่อกับแม่ของผม
    ในวงศ์ตระกูลเหล่าญาติของผม ยังไม่มีใครเคยเป็นหมอครับ...ผมก็ต้องถูกเห่อเป็นธรรมดา พูดอย่างไม่อายตัวเองนะครับ
    และแล้วก็ต่อเนื่องมา จนผมเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1-2-3-4-5 ไม่รู้ว่า "ผมรักที่จะเป็นหมอ" ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ
    ความรู้สึกนี้ มันค่อยแทรกซึมเข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่มีเวลาที่แน่นอน
     ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผมได้ร่ำเรียนมา จนปัจจุบันนี้
    ที่ผมกำลังจะเรียนหมอ ปีสุดท้าย ผมพูดได้อย่างเต็มปากจากใจจริงว่า "ผมรักวิชาชีพนี้...ผมเกิดมาเพื่อเพื่ออยากเป็นหมอครับ"
    ถึงผมจะเรียนมาด้วยความโง่เง่า มีแต่ C กับ C+ เต็มไปหมด แต่ก็เรียกว่า รอดมาได้ไม่ตกอ่ะครับ
    ผมรู้สึกว่า ผมมีความสุขทุกครั้งเวลาที่ได้ช่วยเหลือคนไข้ เวลาที่เค้ายิ้มให้เรา และบอกเราว่า "ขอบคุณค่ะ/ครับ คุณหมอ"
    มันเป็นความตื้นตันใจ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวผมได้ช่วยเหลือคนอื่น ถึงแม้บางครั้งจะไม่ได้เป็นการช่วยเหลืออย่างดีที่สุดก็เถอะ
     
    ทุกวันนี้...ผมยังบอกทุกๆคนได้เลยว่า ผมเป็คนที่ความรู้น้อย เรียกง่ายๆว่า "โง่มากๆนั่นแหละ"
    เพราะตัวผมเอง มันไม่เคยตั้งใจเรียนมาตั้งแต่แรก ผมเกลียดการอ่านหนังสือสอบมาก อ่านพอผ่านๆแต่ไม่เคยเข้าใจ ผลกรรมมันก็เลยติดตัวมา
    จนถึงวันนี้ ที่อีกประมาณ 1 ปี ผมจะเรียนจบ ทำให้ผมได้เริ่มสำนึก (ตามจริงผมก็สำนึกมาตลอดแหละครับ แต่ทำไม่เคยได้)
    และต่อไปนี้ ขอสัญญากับทุกคนที่ผมรู้จักว่า..."ผมจะเป็นหมอที่ดี ให้ได้ครับ"
    จบแล้วครับ ประวัติแสนย่อของผม ไม่อยากบรรยายรายละเอียดมากครับ เดี๋ยวจะมีแต่คนบ่น
    ก่อนจะจากกันสำหรับครั้งนี้ อย่างน้อยก็หวังว่า เบื้องหลังของตัวผม จะสะท้อนให้คุณเห็นได้ว่า
    "สิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้...อาจไม่ใช่สิ่งที่เราเคยใฝ่ฝัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราเข้ากับมันไม่ได้...จนกว่าเราจะได้ลองอยู่คู่กับมัน"

    ขอบคุณสิ่งต่างๆที่อยู่รอบข้างในชีวิตตลอดมา
    ขอบคุณแม่กับพ่อ ที่รักและห่วงใย ดูแลผมตลอดมาทั้งชีวิต
    ขอบคุณความฝันครั้งเก่าที่ทำให้ผมรัก ถึงแม้ในตอนนี้ผมจะไม่ได้เป็น แต่ผมก็ไม่เคยลืม ความฝันครั้งแรก..."วิศวกรรมศาสตร์"
    ขอบคุณความฝันครั้งปัจจุบัน ที่ทำให้ผมรักและเคารพตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ผมขอสัญญาว่าคุณจะอยู่กับตัวผมตลอดชีวิต..."แพทยศาสตร์"
    ขอบคุณ หยง'69 เพื่อนสนิทอีกคน สำหรับการสอนหนังสือและข้อคิด "หมอที่ดีจะต้องมีความรู้ก่อนเป็นอันดับแรก"...เราจะทำตามที่นายบอกให้ได้
    และสุดท้าย...ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงน้ำเน่าแต่ก็เห็นเงาจันทร์นะครับ...555
     
    March 10

    ในความแตกต่างของ...ความรู้สึก

    ในความแตกต่างของ...ความรู้สึก
     
    กลับมาแล้วครับผม...
    เป็นสิ่งที่ผมอยากพูดคำนี้มาตั้งนาน เกือบประมาณ 6 เดือนที่ผมไม่ได้ใช้คำว่า"up space"
    อย่างที่บอกไปตั้งแต่กระทู้ที่แล้ว ว่าผมก็แปลกใจตัวเองอย่างมาก ว่าทำไมจากสิ่งที่ตัวเองชอบทำ แต่เลิกทำไปซะดื้อๆ
    แล้วผมก็มีคำตอบ(ข้อแก้ตัว)ให้กับตัวผมเองว่า ทำไมผมถึงไม่ได้มาโม้เรื่องต่างๆ ให้ใครต่อใครฟัง
                  1. ตั้งแต่ผมขึ้นกองศัลย์ กับ MED(อายุรศาสตร์) ก็ทำให้รู้ว่ามันเหนื่อยมากๆๆๆๆ จนลืมเรื่อง space ไปซะนี่
                  2. ผมอยากเก็บ space ล่าสุดที่ผมทำ (space เรื่องเชียร์) ไว้ให้มันเป็นปัจจุบันให้นานที่สุด...
    เหตุผลน่ะเหรอ...เพราะผมรักกิจกรรมนี้มากน่ะสิ เป็นงานแรกที่ผมได้ทำอย่างเต็มตัว ทำงานร่วมกับหลายๆคน
    ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ แต่สุดท้าย...มันก็จบลงด้วยความประทับใจของทุกคน...(โม้ป่ะเนี่ย)
    แล้วผมก็มีความสุขทุกครั้งเวลาที่คิดถึงมัน จนถึงตอนนี้ที่ผมกำลังจะขึ้นปี 6 นี่ล่ะ
    ผมก็เลยปล่อย space ของตัวเอง ร้างแล้วร้างอีก...ถ้าเป็นบ้านคนก็คงหยากไย่ขึ้นเต็มบ้านเลยล่ะมั้ง...
    ผมก็เลยอยากจะตั้งชื่อ space นี้ว่า "ในความแตกต่างของ...ความรู้สึก"
    เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดมาจากคนๆเดียวกัน แต่สามารถแปรรูปออกมาได้หลายแบบ บางทีก็ยากเกินเข้าใจ...
     
     
    ขอให้ผมได้เล่าเรื่องราวคร่าวๆของชีวิตนะครับ ว่าที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง
    พูดถึงเรื่องเรียน ก็เป็นไปตามนี้
    ศัลยศาสตร์ 6 สัปดาห์ ... อายุรศาสตร์ 6 สัปดาห์ ... โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา (ENT) 4 สัปดาห์ ...
    เวชศาสตร์ชุมชน 4 สัปดาห์ ... จักษุวิทยา 4 สัปดาห์ ... และสุดท้าย กุมารเวชศาสตร์ 12 สัปดาห์ ...จบปี 5 แล้วครับ
     
    ช่วงที่ผมเรียนเด็ก ประมาณ 2 สัปดาห์แรก แล้วมีวันหยุด...
    ผมไปเที่ยว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอนมา...น่าไปมากๆ บรรยากาศน่าอยู่ประทับใจมากครับ
    สัปดาห์ต่อมา ผมก็ได้ไปเที่ยว อ.ปากช่อง จ.โคราช กับเพื่อนๆในกลุ่ม (+ตุ๊กตา) มีความสุขไปอีกแบบ
     
    Picture052_resize.jpg  Picture167_resize.jpg  Picture260_resize.jpg
     
    DSC00699_resize.jpgDSC00763_resize.jpgDSC01030_resize.jpg
     
    IMG_0121_resize.jpg  IMG_0073_resize.jpg  IMG_0200_resize.jpg
     
    การไปเที่ยวส่งท้ายปี 2549 ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่ผมได้พาตุ๊กตาไปเที่ยวไกลๆ
    แต่ก็ไม่ได้ไปด้วยกัน 2 คน (ผมก็เลยยังไม่ได้ทำตามสัญญาที่บอกไว้ว่า จะพาไปเที่ยวด้วยกัน 2 คน)
    อารมณ์ความรู้สึกในตอนนั้น "ผม รัก ภาคเหนือมาก" ก็เลยฝันไว้ตลอด ว่าจะไปเป็นหมอแถวนั้นหลังเรียนจบ
    ว่าแต่ว่า...มันก็ยังเป็นความฝัน ตอนนี้ขอเรียนจบอย่างเดียวพอคร้าบบบ ผมจะไม่รอดแล้วคร้าบบบ
     
    อืมมม...ใช่ๆๆๆ ผมเกือบลืมเล่าเรื่องสำคัญที่อยากบอกให้ทุกคนได้รู้
    เอาเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมประทับใจแล้วกัน กับการเรียนกุมารเวชศาสตร์ 12 สัปดาห์ (ขอเรียกว่า "เด็ก" นะ)
    จากที่เราอยู่กับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ มาประมาณ 9 เดือน แต่พอเรามาเรียนเด็ก ก็ต้องถูก random กลุ่มใหม่
    ทำให้เราได้เจอเพื่อนกลุ่มใหม่เกือบทั้งหมด (ยกเว้น เตย)
     
     DSC01380_resize.jpg
    แนะนำ เพื่อนๆของผมทุกคนในรูปนะครับ (ยกเว้นน้องเสื้อฟ้าที่นั่งตรงกลาง เป็นน้องหูหนวก เดี๋ยวเล่าให้ฟังครับ)
    เริ่มจากซ้ายไปขวาละกันนะครับ ถัดจากตัวผมไป ก็เป็น
    ไอ้เบสท์...ยอมรับจริงๆว่าตอนแรกกลัวจะคุยกับมันไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายก็ทำให้เห็นว่า มันก็มีดีเหมือนกัน
    อ้อม...นี่ก็อีกคนนึง มันดีทุกอย่างจริงๆ แต่ห้ามให้มันเมาเด็ดขาดนะ เดี๋ยวมันจะไม่มาเรียน
    น้ำอ้อย...ขอบคุณนะที่ทำให้ผมได้อยู่กับคนดีๆอย่างเธอ เธอสดใสร่าเริงมากๆ พูดจากใจจริง
    บักตึ๋ง...ไม่น่าเชื่อ ว่าผมก็คุยเข้าขากับมันได้ เรื่องอย่างว่า...เอ๊ย เกือบทุกเรื่องแหละ
    เตย...คนนี้ไม่ต้องพูดมากอ่ะนะ อยู่กันมาเต็มปี แล้วจะอยู่ด้วยกันต่ออีก 1 ปี ที่อุบล
     
    สิ่งที่ผมอยากบอก ก็คือ ผมรักเพื่อนๆทุกคนในกลุ่มนี้มากๆ มันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ที่เราอยู่ด้วยกันตลอด
    ถึงแม้บางที จะดูเหมือนมีปัญหากัน แต่มันก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ ปัญหาเด็กๆ ถ้าไม่เก็บมาคิดก็ยิ่งดี
    ถึงแม้จะไม่เคยพูดให้พวกแกได้ยิน แต่ถ้าเผื่อแกเข้ามาอ่านก็ขอให้รู้ไว้นะ
    "ว่าพวกแกทุกคน...คือเพื่อนดีๆของเราคนนึง"
     
    กิจกรรมที่เราได้ทำนอกจากเรียนหนังสือ พวกเราได้แต่งตัวเป็น "HERO" ตัวต่างๆ แล้วก็มาเต้นให้เด็กๆดู
    ในงานวันเด็ก...เด็กคงคิดว่าพวกผมบ้าอ่ะนะ แต่ละท่านี่...ปัญญาอ่อนมากๆๆๆ
     
    DSC01153_resize.jpg
     
    นอกจากนี้ พวกผมทั้ง 6 คน ยังได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนโสตศึกษา จ.ขอนแก่น
    ก็โรงเรียนเด็กหูหนวกนี่ล่ะ ...สิ่งที่ทำให้ผมได้คิดกับชีวิตมากขึ้น ก็คือ
    ก่อนหน้านี้ผมมักคิดเสมอว่าเวลาผมมีปัญหา มันเป็นเรื่องที่หนักสำหรับผมมาก
    แต่ในความเป็นจริงบนโลกใบนี้...แค่เราเกิดมาเป็นคนปกติไม่มีความพิการ ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ยิ่งใหญ่แล้ว
    บางเวลาคนเราชอบเอาความคิดความรู้สึกของตนเองเป็นหลักสำคัญ จนทำให้เราลืมนึกถึงความเป็นจริง
    ว่าสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ ไม่ได้สัมผัสถึง
     
    DSC01181_resize.jpg DSC01376_resize.jpg DSC01364_resize.jpg
     
    DSC01121_resize.jpg  DSC01134_resize.jpg  DSC01093_resize.jpg
     
    ถึงแม้น้องๆที่อยู่โรงเรียนเด็กหูหนวกจะมีความพิการทางการได้ยิน แต่พวกเค้ามีความสามารถอีกหลายอย่างที่ผมไม่มี
    เช่น น้องเค้าวาดรูปศิลปะได้สวยมากครับ ทำให้เห็นถึงพรสวรรค์ของแต่ละคนว่าไม่ได้ถูกกำจัดด้วยคำว่า"พิการ"เลย
    อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจกับโรงเรียนนี้ คือ รอยยิ้มที่จริงใจของเด็กทุกคน
    และอาการแสดงความดีใจของพวกเค้า เวลาที่เราไปเยี่ยม
     
    เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับ "ความรู้สึก" ที่หลากหลายในตัวผม
    ช่วงนี้ค่อนข้างว่างครับ จะเอามา up เรื่องไร้สาระให้อ่านบ่อยๆนะครับ (ถึงแม้จะไม่มีใครอ่านก็ตาม..555)

    ขอบคุณทุกๆสายตาที่เข้ามาอ่านเรื่องราวของชีวิตผมนะครับ
    ขอบคุณพ่อกับแม่...ความรักและห่วงใยที่พ่อกับแม่ให้ตลอดมาครับ
    ขอขอบคุณ...บักตาตีบ(ม็อบ)เพื่อนรัก ที่มานอนเป็นเพื่อน เฝ้ากรู up space จนเสร็จ
    ขอขอบคุณ...เพื่อนๆทุกคนที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ที่มีความรู้สึกดีๆให้กันตลอดมา
    ขอขอบคุณ ความรัก ความเจ็บปวด ทุกอย่างที่ผ่านมา ทำให้ชีวิตผมแข็งแกร่ง ผมยังเป็นคนเดิมเสมอ